อาการปวดหลังมักเกิดขึ้นกับหลังส่วนล่าง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ แต่ก็อาจเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ คนส่วนใหญ่จะเคยมีอาการปวดหลังในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

          สาเหตุการปวดหลังที่แท้จริงอาจไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากเหตุใด แต่มักเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ทำให้ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งหดเกร็งมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะตึงหรือเครียด(strain) มากกว่าจะมีสาเหตุจากเส้นประสาท

ลักษณะอาการของการปวดหลัง
หากมีอาการปวดหลังส่วนล่าง(low back pain) ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตึง ปวดหรือเมื่อยล้า อาการเจ็บปวดดังกล่าวจะเป็นอาการปวดหลังแบบธรรมดาหรือปวดหลังแบบไม่จำเพาะ (non-specific back pain)  ซึ่งมักจะหายได้เองภายในเวลา 2-3 วัน
อาการปวดหลังเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน (acute) และเรื้อรัง (chronic) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นว่ามีอาการมานานเพียงใด ซึ่งแยกได้ดังนี้

  • อาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน (acute back pain) จะมีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์
  • อาการปวดหลังแบบกึ่งเฉียบพลัน ( sub-acute back pain) จะมีอาการระหว่าง 6 สัปดาห์ – 3 เดือน
  • อาการปวดหลังแบบเรื้อรัง (chronic back pain) จะมีอาการมากกว่า 3 เดือน

สาเหตุของการปวดหลัง 

  • การยืน นั่งหรืองอหลังเป็นเวลานานๆ
  • การยก แบก ดันหรือดึงสิ่งของที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรือใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
  • นั่งรถเป็นเวลานาน หกล้มหรือตกจากที่สูง
  • มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวล
  • มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน
  • นั่งหรือยืนในท่าที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น

  • มีการแตกร้าวของกระดูกบริเวณหลัง
  • ภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นภาวะที่มีความหนาแน่นของกระดูกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้กระดูกเปราะบางและมีแนวโน้มที่จะเกิดการแตกร้าวได้ง่าย
  • โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (a slipped disc) เกิดขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกปูดหรือเคลื่อนตัวออกมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง
  • โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (spinal stenosis) เกิดจากช่องว่างของกระดูกสันหลังแคบลง
  • โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน (spondylolisthesis) เกิดจากกระดูกสันหลังเลื่อนไปด้านหน้าและเคลื่อนออกจากตำแหน่ง
  • โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (degenerative disc disease) เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมลง
  • โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังฉีกขาดจากภาวะความเสื่อมตามเวลาที่ถูกใช้งาน
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) เป็นภาวะอักเสบของข้อต่อและบริเวณโดยรอบ อันเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่ผิดปกติ

การรักษาอาการปวดหลัง 
          การดูแลรักษาด้วยตัวเอง

  • หากิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างเหมาะสมทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ดีกว่าใช้เวลานอนพักเพราะการนอนพักอยู่บนเตียงเฉยๆ จะยิ่งทำให้อาการปวดหลังแย่ลง
  • ประคบร้อนหรือเย็นบริเวณที่ปวดหลัง โดยอาจหาซื้อแผ่นประคบได้จากร้านขายยา หรืออาจจะนำถุงน้ำแข็งหรือถุงถั่วแช่แข็งห่อด้วยผ้าอีกหนึ่งชั้นแล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวดได้ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำแข็งนั้นสัมผัสกับผิวโดยตรงเพื่อป้องกันผิวบริเวณนั้นถูกทำลาย

          การรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัดเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาและพัฒนาการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยจัดรูปแบบวิธีการรักษาด้วยวิธีการออกกำลังกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
แพทย์อาจจะส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดด้านต่างๆ เช่น การรักษาด้วยนักกายภาพบำบัด (physiotherapy) การจัดกระดูก (chiropractic)หรือการจัดกระดูกและเส้นเอ็น (osteopathy) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก

การผ่าตัด (Surgery)
การผ่าตัดอาจจะมีความจำเป็นหากพบว่าอาการปวดหลังเกิดจากสาเหตุที่จำเพาะเจาะจงที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
การป้องกันอาการปวดหลัง 

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินหรือว่ายน้ำเป็นประจำ
  • พยายามหลีกเลี่ยงภาวะเครียดต่างๆ
  • รักษาหลังให้ตรงอยู่เสมอ พยายามใช้ข้อเข่าและสะโพกแทนการงอหลัง
  • รักษาท่าทางให้ถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลัง อย่าให้อยู่ในท่าโค้งงอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>