รู้เท่าทัน อาการปวดต้นคอ!!

          อาการปวดต้นคอเป็นอาการที่พบบ่อย ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรืออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อม
คอเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบัน คนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอด ประกอบงานปัจจุบันต้องใช้สมองมาก ทำให้เกิดความเครียดจึงเกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ นอกจากนั้นคอเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมอง และลำตัว ให้เกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บคอพบได้ไม่บ่อยเท่าอาการปวดหลัง อาการเจ็บคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่าตกหมอน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายเองได้

สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย

  1. อิริยาบทหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยร้าเกินไป เช่นบางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือ ช่างที่ต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา ใช้หมอนสูงเกินไปวิธีแก้ต้องใช้หมอนหนุุต้นคอหรือบริเวณท้ายทอย
  2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การงาน ครอบครัว การพักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง
  3. คอเคร็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไป เนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ดเช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม
  4. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู้ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา ภาวะข้อกระดูกเสื่อมอาจจะไม่มีอาการปวดหรือผิดปกติใดๆ แต่อาจจะพบโดยบังเอิญ
  5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น ตกที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบาดเจ็บของร่างกายส่วนอื่นด้วย
  6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบด้วย เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์

การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ

  1. ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือที่เรียกว่าตกหมอนส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลันหลังจากการเอี้ยว บิด ผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน การรักษาสามารถทำได้โดย
  • พยายามพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดดีควรจะนอนพัก
  • รับประทานยาแก้ปวด หากไม่มากใช้ยา paracetamol 500 mg. หากปวดมากก็ให้รับประทานยากลุ่ม NSAID
  • ในระยะแรกอาจจะประคบด้วยน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้าขนหนูวางบริเวณที่ปวด หรือจะใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที
  • การใส่ปลอกคอ มักจะไม่มีความจำเป็น นอกจากจะปวดมากๆ ไม่แนะนำให้มีการจับเส้นในระยะเฉียบพลันเพราะอาจจะเกิดผลเสีย
  1. สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักจะไม่รุนแรง เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำให้ปวดเพิ่มขึ้น การดูแลเบื้องต้ได้แก่
  • กินยาแก้ปวด
  • ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้แล้ว
  • การนวดหรือกดจุด โดยถูกหลักวิชาอาจจะช่วยระงับอาการปวดได้ การนวดง่ายๆอาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที
  • เริ่มการฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ

ระวัง! โรคที่มาพร้อมสุขภาพสาวออฟฟิศ

          สาวออฟฟิศมักมีปัญหาในเรื่องสุขภาพที่เกิดจากการละเลยในการดูแลสุขภาพบ่อยครั้ง บางทีก็แอบเผลอคิดไปเองว่าการนั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ก็ช่วยให้ร่างกายปลอดภัยมากกว่าอยู่แล้ว แต่ขอบอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิด มาดูโรคร้ายที่มักเกิดกับสาวออฟฟิศกันเลยดีกว่า จะได้เตรียมรับมือและป้องกันไว้ได้ทัน

อาการปวดตา
เนื่องจากสาวออฟฟิศมักจะต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เฉลี่ยประมาณวันละ 6 ชั่วโมง รวมทั้งพฤติกรรมการเพ่งอยู่ที่หน้าจอในที่มืด บวกกับร่างกายขาดวิตามินเอและวิตามินบีคอมเพล็กส์ จึงทำให้เกิดอาการปวดตา น้ำตาแห้ง จนส่งผลทำให้เรตินาเกิดอาการผิดปรกติไปนั่นเอง

ปัญหาผมร่วงที่เกิดจากการไม่โดนแสงอาทิตย์
เคยทราบหรือไม่ว่าการเป็นสาวออฟฟิศมักจะขาดแสงอาทิตย์ในยามเช้าไป และเมื่อร่างกายขาดแสงอาทิตย์ในยามเช้าบ่อยๆ นั่นก็เท่ากับว่าร่างกายของคุณขาดวิตามินเค เพราะแสงอาทิตย์ในยามเช้ามีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินเคที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งศีรษะอีกด้วย หากร่างกายและศีรษะของสาวๆ ไม่โดนแสงอาทิตย์ในยามเช้าเป็นเวลาหลายวัน โอกาสที่ผมจะขาดหลุดร่วงจึงเป็นไปได้ค่อนข้างสูง

เผชิญกับโรคไมเกรน อัลไซเมอร์
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวจนเป็นโรคไมเกรนหรืออัลไซเมอร์ จนบางทีก็ทำให้สมองเบลอไปหมด นั่นก็คือ ความเครียดนั่นเอง แต่นอกเหนือจากความเครียดแล้วนั้น การทานอาหารรวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำอัดลม รวมทั้งยาชูกำลัง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ อาหารที่มีไขมันสูง เพราะสาวออฟฟิศมักทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เฉลี่ยประมาณ 90% ของอาหารหลัก จึงทำให้สาวออฟฟิศเผชิญกับโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างสูง

ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อ ปวดนิ้ว ปวดไปหมดทั้งตัว
อาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดนิ้ว และปวดข้อ ถือเป็นเรื่องปกติที่สาวๆ ออฟฟิศจะต้องเผชิญ เพราะด้วยความที่จะต้องนั่งทำงานเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งก็นั่งทำงานผิดท่าทาง และนั่งเก้าอี้โต๊ะที่ไม่รองรับต่อการทำงาน แต่หากทำงานเป็นเวลานานๆ ต่อให้นั่งในท่าที่ถูกต้องและปลอดภัย ก็ย่อมส่งผลทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้เช่นกัน

อาการไซนัส
เนื่องจากแต่ละวันสาวออฟฟิศจะต้องทำงานแต่ในห้องแอร์ หากเครื่องปรับอากาศเป็นรุ่นที่ประหยัด ไม่มีตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพพอสมควร รับรองเลยว่าอาการไซนัส อาการภูมิแพ้ เป็นหวัดคัดจมูกเรียกหาอย่างแน่นอน

มีกลิ่นปาก
ความเครียดที่เกิดจากการทำงาน ส่งผลทำให้แบคทีเรียทำงานอย่างหนักในภาวะที่สาวออฟฟิศกำลังเครียด บวกกับอาหารและเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป ก็ยิ่งทำให้เกิดกลิ่นปากได้ไว และการพูดจาน้อยกว่าปกติก็ยิ่งทำให้น้ำลายบูดได้ เมื่อปากแห้ง แบคทีเรียก็จะย่อยน้ำลาย และนั่นก็ส่งผลทำให้เกิดกลิ่นปากที่เหม็นมากๆ นั่นเอง

อาการปวดหลัง ใครว่าไม่สำคัญ!?

          อาการปวดหลังมักเกิดขึ้นกับหลังส่วนล่าง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ แต่ก็อาจเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ คนส่วนใหญ่จะเคยมีอาการปวดหลังในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

          สาเหตุการปวดหลังที่แท้จริงอาจไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากเหตุใด แต่มักเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ทำให้ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งหดเกร็งมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะตึงหรือเครียด(strain) มากกว่าจะมีสาเหตุจากเส้นประสาท

ลักษณะอาการของการปวดหลัง
หากมีอาการปวดหลังส่วนล่าง(low back pain) ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตึง ปวดหรือเมื่อยล้า อาการเจ็บปวดดังกล่าวจะเป็นอาการปวดหลังแบบธรรมดาหรือปวดหลังแบบไม่จำเพาะ (non-specific back pain)  ซึ่งมักจะหายได้เองภายในเวลา 2-3 วัน
อาการปวดหลังเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน (acute) และเรื้อรัง (chronic) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นว่ามีอาการมานานเพียงใด ซึ่งแยกได้ดังนี้

  • อาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน (acute back pain) จะมีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์
  • อาการปวดหลังแบบกึ่งเฉียบพลัน ( sub-acute back pain) จะมีอาการระหว่าง 6 สัปดาห์ – 3 เดือน
  • อาการปวดหลังแบบเรื้อรัง (chronic back pain) จะมีอาการมากกว่า 3 เดือน

สาเหตุของการปวดหลัง 

  • การยืน นั่งหรืองอหลังเป็นเวลานานๆ
  • การยก แบก ดันหรือดึงสิ่งของที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรือใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
  • นั่งรถเป็นเวลานาน หกล้มหรือตกจากที่สูง
  • มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวล
  • มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน
  • นั่งหรือยืนในท่าที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น

  • มีการแตกร้าวของกระดูกบริเวณหลัง
  • ภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นภาวะที่มีความหนาแน่นของกระดูกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้กระดูกเปราะบางและมีแนวโน้มที่จะเกิดการแตกร้าวได้ง่าย
  • โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (a slipped disc) เกิดขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกปูดหรือเคลื่อนตัวออกมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง
  • โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (spinal stenosis) เกิดจากช่องว่างของกระดูกสันหลังแคบลง
  • โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน (spondylolisthesis) เกิดจากกระดูกสันหลังเลื่อนไปด้านหน้าและเคลื่อนออกจากตำแหน่ง
  • โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (degenerative disc disease) เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมลง
  • โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังฉีกขาดจากภาวะความเสื่อมตามเวลาที่ถูกใช้งาน
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) เป็นภาวะอักเสบของข้อต่อและบริเวณโดยรอบ อันเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่ผิดปกติ

การรักษาอาการปวดหลัง 
          การดูแลรักษาด้วยตัวเอง

  • หากิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างเหมาะสมทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ดีกว่าใช้เวลานอนพักเพราะการนอนพักอยู่บนเตียงเฉยๆ จะยิ่งทำให้อาการปวดหลังแย่ลง
  • ประคบร้อนหรือเย็นบริเวณที่ปวดหลัง โดยอาจหาซื้อแผ่นประคบได้จากร้านขายยา หรืออาจจะนำถุงน้ำแข็งหรือถุงถั่วแช่แข็งห่อด้วยผ้าอีกหนึ่งชั้นแล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวดได้ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำแข็งนั้นสัมผัสกับผิวโดยตรงเพื่อป้องกันผิวบริเวณนั้นถูกทำลาย

          การรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัดเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาและพัฒนาการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยจัดรูปแบบวิธีการรักษาด้วยวิธีการออกกำลังกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
แพทย์อาจจะส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดด้านต่างๆ เช่น การรักษาด้วยนักกายภาพบำบัด (physiotherapy) การจัดกระดูก (chiropractic)หรือการจัดกระดูกและเส้นเอ็น (osteopathy) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก

การผ่าตัด (Surgery)
การผ่าตัดอาจจะมีความจำเป็นหากพบว่าอาการปวดหลังเกิดจากสาเหตุที่จำเพาะเจาะจงที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
การป้องกันอาการปวดหลัง 

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินหรือว่ายน้ำเป็นประจำ
  • พยายามหลีกเลี่ยงภาวะเครียดต่างๆ
  • รักษาหลังให้ตรงอยู่เสมอ พยายามใช้ข้อเข่าและสะโพกแทนการงอหลัง
  • รักษาท่าทางให้ถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลัง อย่าให้อยู่ในท่าโค้งงอ

ภาวะข้อไหล่ติดแข็ง

         ข้อไหล่ของเรามีลักษณะเป็นข้อต่อรูปบอลในเบ้า ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวล อีกทั้งในบริเวณนั้นยังมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แข็งแรง เรียกว่า แคปซูล ซึ่งห่อหุ้มข้อไว้ด้วย ในภาวะข้อไหล่ติดแข็ง คือ ภาวะที่เกิดการอักเสบ(ปวดและบวม)บริเวณรอบๆข้อไหล่และแคปซูล โดยภาวะข้อไหล่ติดแข็งนั้นแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้
         ระยะที่ 1 – Freezing stage ผู้ป่วยจะเริ่มปวดเพิ่มขึ้นอย่าสงช้าๆ จะเริ่มไม่ขยับหัวไหล่หรือใช้งานน้อยลงเนื่องจากอาการเจ็บ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ – 9 เดือน
         ระยะที่ 2 – Frozen stage อาการปวดจะค่อยๆดีขึ้น แต่จะยังมีอาการข้อติดอยู่  ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน
         ระยะที่ 3 – Thawing การเคลื่อนไหวของข้อจะค่อยๆกลับมาเป็นปกติ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน – 2 ปี

อาการของภาวะข้อไหล่ติดแข็ง
ปวดไหล่, ข้อไหล่ยึด/ติด, ขยับข้อได้น้อยลง โดยอาการข้อยึดติดจะทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากมาก เช่น การขับรถ, การแต่งตัว หรือการนอน เป็นต้น คุณอาจจะทำท่าง่ายๆไม่ได้ เช่น เกาหลัง, ใส่มือในกระเป๋ากางเกง เป็นต้น     อาการปวดมักเป็นมากขึ้นอย่างช้าๆ และปวดมากขึ้นขณะขยับข้อ โดยมักจะปวดมากที่สุดช่วงกลางคืน อาการข้างต้นสามารถพบในโรคอื่นๆได้เช่นกัน หากมีอาการเหล่านี้ให้ไปพบแพทย์

สาเหตุของภาวะข้อไหล่ติดแข็ง
พบว่าไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่บางครั้งพบหลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่ เช่น กระดูกหัก, ได้รับผ่าตัดบริเวณไหล่ เป็นต้น แต่พบว่ามีโรคบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะข้อไหล่ติดแข็งได้ ได้แก่ เบาหวาน, ภาวะไทรอยด์ต่ำ/เกิน,      โรคพาร์กินสัน และโรคหัวใจและหลอดเลือด

การรักษาภาวะข้อไหล่ติดแข็ง
ภาวะข้อไหล่ติดแข็งสามารถหายได้เอง อย่างไรก็ตามบางครั้งอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะหายโดยสมบูรณ์ โดยการรักษาภาวะนี้ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะที่เป็น(3 ระยะ)

ดูแลตัวเองอย่างไร
หากอยู่ในระยะแรก คุณสามารถไปซื้อยาแก้ปวดจากร้านขายยาได้ เช่น พาราเซตามอล, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่-       สเตียรอยด์(NSAIDs) โดยในช่วงระยะแรกแพทย์จะแนะนำไม่ให้ขยับไหล่เฉพาะในท่าที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ยกมือเหนือศีรษะ หรือยืดแขนเต็มที่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามควรขยับไหล่ตามปกติด้วย (ห้ามหยุดการเคลื่อนไหวของไหล่ตลอดเวลา)

กายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัดจะช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ให้คงเดิม พร้อมกับสอนวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ด้วย แต่หากมีอาการรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยยากิน แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ

การรักษาด้วยการผ่าตัด
การรักษาโดยการผ่าตัดจะทำก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ได้ผล โดยปัจจุบันแพทย์จะเลือกรักษาด้วยการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เพราะ สามารถพักฟื้นได้เร็วกว่า ภาวะแทรกซ้อนลดลง และสามารถทำกายภาพหลังผ่าตัดได้เร็ว  โดยต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดประมาณ 6 อาทิตย์ – 3 เดือน

วิธีแก้อาการขับรถแล้วปวดหลัง ปวดไหล่

          อาการปวดหลังระหว่างขับรถ เกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลังเป็นเวลานานในท่าเดิม แม้บนเก้าอี้ที่ถูกออกแบบมาสําหรับสรีระในการนั่งขับขี่ ส่วนโค้งของหลังส่วนเอวจะโค้งกลับทิศขณะนั่ง กล้ามเนื้อบ่าและไหล่ที่ต้องถูกเกร็งขึ้นเพื่อจับพวงมาลัยตลอดเวลา ประกอบกับการเพ่งมองไปข้างหน้าทําให้สายตาเกิดความเมื่อยล้า ทําให้เกิดความเครียด ส่งผลต่ออาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นประสาทต่างๆกับแรงกระทําต่อร่างกาย จากความเร่งในการเคลื่อนที่ แรงเหวี่ยง หรือแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนน และยังต้องใช้เท้าเหยียบเบรค และคันเร่งที่จะสามารถใช้ในการช่วยทรงตัวเหมือนเวลานังเก้าอี้ปกติได้ นั่นยิ่งทําให้กล้ามเนื้อหลังถูกใช้งานมากขึ้น ลองทําตามวิธีแนะนําเบื้องต้นเหล่านี้ เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังระหว่างขับรถ

วิธีแก้อาการปวดหลัง ปวดไหล่

  • นั่งให้พอดีกับตัวคนขับในช่วงขา ทั้งระยะใกล้ไกลจากพวงมาลัยให้พอดีกับช่วงแขน ความสูงต่ำของเบาะ ความเอียงของเบาะพิงหลัง กระจกส่องข้างและกระจกมองหลัง เพื่อให้อยู่ในระยะที่สายตามองเห็นได้โดยไม่ต้องขยับศีระษะหรือโยกตัว
  • หลังการขับอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 2 ชั่วโมง ควรพักสายตา เดินลงไปยืดเส้นสาย เดินไปมา หรือหากไม่สามารถทำได้ ก็ควรยืดตัว เอนหลังบ่อยๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหวบ้าง

         การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การออกกําลังกายที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังได้ยืดหยุ่น ผ่อนคลาย เคลื่อนไหวได้อย่างไม่เครียดเกร็ง

ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า

          ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า เป็นศาสตร์ที่ถือกำเนิดมาจากชาวอียิปต์และชาวจีนโบราณกว่า 5,000 ปีมาแล้ว และแพร่หลายไปยังหลายประเทศจนมาถึงประเทศไทยนานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

          สืบเนื่องจากประชาชนให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มมากขึ้น หันมาหาการแพทย์ทางเลือกแทนการรับประทานยาปฏิชีวนะในระบบการแพทย์สมัยใหม่ การนวดเท้า จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะประชาชนเล็งเห็นประโยชน์ที่ได้รับ และสิ่งที่สำคัญคือการนวดเท้าเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่มิได้ใช้อุปกรณ์ใดๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย ประหยัดและปลอดภัย เป็นที่ประจักษ์กันมานานหลายปีแล้วว่าการนวดให้ผลการรักษาได้ ปัจจุบันการนวดกดจุดสะท้อนเท้าจัดอยู่ใน “แพทย์ทางเลือก”

การดูแลรักษาสุขภาพเท้าเบื้องต้นในชีวิตประจำวัน

  1. ไม่ควรให้เท้าเย็น ถ้าเท้าเย็นแสดงว่าสุขภาพเท้าบกพร่อง
  2. อย่าให้มีรอยด้าน มีตาปลา มีรอยแตก
  3. อย่าใส่รองเท้ารัดแน่นจนเกินไป
  4. อย่าใส่รองเท้าสูงนานเกินไป
  5. เวลาอาบน้ำให้อาบเท้าก่อน

          “เท้า” เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างกายที่ช่วยรองรับน้ำหนักตัวทั้งหมด ยังเป็นที่ซ่อนแถบบำบัด “Zone Therapy” ที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนสามารถบำบัด โดยอาศัยแถบบำบัดหรือจุดบำบัดนี้ การกดจุดสะท้อนเท้าในลักษณะนี้จะต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า “กระบวนการสะท้อนกลับของร่างกาย หรือ reflexology”

กระบวนการสะท้อนกลับของเท้า

          เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันภายในร่างกายของมนุษย์ คือ เท้ามนุษย์มีตำแหน่งการตอบสนองต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กับทุกส่วนของร่างกาย ดังนั้นการนวดกดจุดตำแหน่งต่างๆที่เท้า จึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุลขึ้นทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

การนวดกดจุดสะท้อนเท้า จึงมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้

  1. เป็นการแก้ไขภาวะที่ไม่สมดุล เพื่อทำให้ร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าอัศจรรย์
  2. มีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้ออย่างลึกๆ
  3. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของต่อมน้ำเหลืองภายในร่างกาย กระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ปรับสมดุลของร่างกายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ
  4. ช่วยบำบัดและบรรเทาการเจ็บป่วยของร่างกาย ปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ ขับของเสียออกจากร่างกาย
  5. ปรับการทำงานของประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกาย ป้องกันโรคอัมพฤตอัมพาต ปรับฮอร์โมนของร่างกายให้เป็นปกติ

นวดเท้าเลิกบุหรี่ได้

          “อาจารย์ธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์” ประธานชมรมนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือก ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การบำบัดโรคและฟื้นฟูสุขภาพด้วยการนวดกดจุดเท้า อธิบายว่า “เท้า” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย ที่ช่วยรองรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของร่างกายมนุษย์ ยังเป็นที่ซ่อนแถบบำบัด ZONE THERAPY” ที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนสามารถบำบัด โดยอาศัยแถบบำบัดหรือจุดบำบัดนี้

          การกดจุดสะท้อนเท้าในลักษณะนี้ จะต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า “กระบวนการสะท้อนกลับของร่างกายหรือ REFLEXOLOGY” ซึ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดละเลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเองโดยวิธีทางธรรมชาติ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพราะเท้าเป็นส่วนปลายของร่างกายที่มีปลายประสาทเชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่างๆ การนวดนี้กลไกในร่างกายจะต่อต้านสารนิโคติน ทำให้ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้

          การนวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วยเลิกบุหรี่ เป็นนวัตกรรมการประยุกต์ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ซึ่งได้ทำการวิจัยร่วมกับ สสส. พบว่า การนวดกดจุดสะท้อนเท้าอย่างต่อเนื่องในผู้สูบบุหรี่ สามารถช่วยคนเลิกบุหรี่ได้ 30 เปอร์เซ็นต์และอีก 70 เปอร์เซ็นต์ลดปริมาณการสูบบุหรี่ จาก 14.8 มวน เหลือ 6.47 มวน

          นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อนวดกดจุดสะท้อนเท้าผู้สูบบุหรี่จะไม่อยากสูบบุหรี่ เพราะสูบบุหรี่แล้วจะเหม็น รสชาติขม จนสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ และบอกต่อเพื่อนๆ นักสูบหรี่จะมีสารนิโคติน ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายก็จะไปจับกับเซลล์สมองให้หลั่งสารเคมีหรือฮอร์โมนออกมา เราจึงใช้จุดที่กระตุ้นสมองมาทำการนวด เมื่อนวดไปแล้วจะรู้สึกสมองเบาสบาย โดยจุดที่กดคือบริเวณนิ้วโป้งเท้า โดยให้แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ในแนวตั้งและแนวนอน และให้กดนวด 3 จุด หรือถ้าไม่รู้จุดก็สามารถนวดทั้งนิ้วโป้งเลยก็ได้ โดยให้กดไปเรื่อยๆ ซึ่งในโครงการวิจัยพบว่า ถ้านวดต่อเนื่อง 10 วัน วันละ 1 ครั้ง ก็สามารถช่วยเลิกบุหรี่ได้

          ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การนวดกดจุดเท้า เล่าว่า สำหรับการนวดไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย มีเพียงโลชั่นเพื่อให้หล่อลื่นเวลานวด โดยเราจะใช้นิ้วมือกดไปตามตำแหน่งเท้า และใช้โลชั่นเพื่อให้หล่อลื่นเท่านั้นเอง ส่วนการนวดทำได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ โดยการนวดทำได้ทุกวัน เมื่อนวดแล้วเท้าจะอุ่นเพราะเลือดไหลเวียนดีขึ้นและอย่าเพิ่งโดนน้ำหลังนวด และมีข้อควรระวังคือ ห้ามนวดตอนอิ่มจัดหรือหิวจัด มีปัญหาอาการอยู่ขั้นโคม่า กระดูกเท้าแตก มีแผลหนอง มีความดันสูงมากและหญิงมีครรภ์

          นอกจากจะนวดเพื่อเลิกบุหรี่แล้ว การนวดกดจุดสะท้อนเท้ายังสามารถช่วยควบคุมโรคความดันและเบาหวานได้ดีอีกด้วย อาจารย์ธนัท ย้ำว่า การนวดไม่ใช่การรักษา ดังนั้นผู้ป่วยต้องกินยาตามที่แพทย์สั่งตามปกติและใช้การนวดเข้าไปควบคู่กัน โดยการนวดกดจุดสะท้อนเท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เราจะนวดเกี่ยวกับอวัยวะในท้อง เช่น ไต ต่อมหมวกไต ตับอ่อน หัวใจและม้าม โดยจะนวดเท้าบริเวณตำแหน่งอุ้งเท้า เพื่อกระตุ้นจุดที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการไหลเวียนของเลือดที่ดีสามารถไปสู่เซลล์ต่างๆ ได้ สำหรับใครที่ไม่มีเวลามักนัก สามารถกดหรือนวดเท้าให้ทั่วๆ เป็นประจำ โดยการนวดให้ทำครั้งละไม่เกิน 40 ครั้ง การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะดีขึ้น

          “การนวดเลิกบุหรี่เป็นแค่ผลพลอยได้แต่สิ่งที่ได้จริงๆ คือสมองจะทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นศาสตร์นี้เราสามารถนวดให้คนทุกเพศทุกวัย หรือคนที่เจ็บป่วยมีปัญหาปวดหัว รู้สึกตึงเครียด มึนงง เป็นหวัด คัดจมูก หรือภูมิแพ้ การนวดกดจุดสะท้อนเท้าสามารถช่วยได้ ส่วนคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็สามารถนวดให้สุขภาพแข็งแรงได้”

แก้การเป็นตะคริว ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยตนเอง

การเป็นตะคริว แก้ได้อย่างไร ?

          ตะคริว คือ การที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเป็นเวลานาน ซึ่งมักเป็นที่กล้ามเนื้อแขน น่องและขา โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดไม่เกินสองนาที มักเกิดกับนักกีฬาที่เล่นกีฬาหนักจนร่างกายล้า ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องไตเทียมและเกิดในตอนกลางคืน แต่ก็อาจเกิดในคนอายุน้อยและเกิดได้ทุกเวลาเช่นกัน แต่การเป็นตะคริวต้องปฐมพยาบาลจึงจะหาย รู้แบบนี้แล้วควรจะป้องกันไว้ก่อนก็ดี ทีนี้มาดูสาเหตุและวิธีแก้การเป็นตะคริวกันดีกว่า

สาเหตุของตะคริว จากการออกกำลังกาย

  1. อาจออกกำลังกายมากเกินไป
  2. กล้ามเนื้อไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน
  3. เกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อยๆ การออกกำลังกายมากเกินไปโดยไม่ได้อบอุ่นร่างกายก่อน (warm-up)
  4. ร่างกายมีการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายอย่างมากในขณะเหงื่อออกมาก ๆ

5 วิธีง่าย ๆ แก้การเป็นตะคริว แต่แหม่มขอเรียก วิธีการบรรเทาดีกว่าค่ะ

  1. ยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว เช่น ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อน่อง ให้ทำการเหยียดเข่าและกระดกปลายเท้าขึ้นหรือยืนกดปลายเท้ากับพื้น งอเข่าและโน้มตัวไปข้างหน้า
  2. ประคบด้วยน้ำอุ่นตรงบริเวณที่เป็นตะคริว
  3. ทาและคลึงเบาๆ ด้วยยาทาแก้ปวดหลังการยืดกล้ามเนื้อแล้ว
  4. ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล
  5. ทานเครื่องดื่มเกลือแร่ก่อนและหลังออกกำลังกาย

เอ็นร้อยหวายอักเสบเกิดจากอะไร? รู้ตัวไว แก้ไขทัน

          เอ็นร้อยหวาย คือ เส้นเอ็นที่เชื่อมต่อระหว่างส้นเท้ากับกล้ามเนื้อน่อง ถ้าหากลองเอามือจับเหนือส้นเท้า จะพบเป็นท่อนเรียกเอ็นร้อยหวาย เอ็นร้อยหวายอักเสบหรือที่เรียกว่า Achiles tendonitis มักเกิดในผู้ที่เล่นกีฬาที่ต้องวิ่งเช่นนักวิ่ง ฟุตบอล เป็นต้น

อาการ

  • จะมีอาการปวดที่เอ็นร้อยหวายเมื่อระหว่างการออกกำลังกาย และจะปวดมากขึ้นเมื่อหยุดออกกำลังกาย
  • เมื่อกดบริเวณเอ็นร้อยหวายจะเกิดอาการปวด
  • เมื่อคลำบริเวณเอ็นอาจจะคลำได้เป็นตุ่มๆ
  • เมื่อตรวจรองเท้าจะพบรอยสึกที่ผิดปกติ

สาเหตุเกิดจาก

  • สาเหตุที่สำคัญ คือ การไม่ใส่ใจอาการปวดเอ็นร้อยหวายและยังคงพยายามวิ่งโดยที่ไม่รักษา
  • การเพิ่มการออกกำลังกายอย่างมาก
  • กีฬาที่ต้องวิ่งหรือหยุดกะทันหันเช่น เทนนิส ฟุตบอล นักเต้นรำ
  • รองเท้าที่ใส่ไม่เหมาะสม พื้นรองเท้าแข็งเกินไปไม่ยืดหยุ่นทำให้เท้าส่วนหน้าเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว จึงเกิดแรงตึงที่เอ็นร้อยหวาย
  • รองเท้าวิ่งที่มีพื้นรองกันกระแทกหนา เช่น air cell หนาจะทำให้เกิดการอักเสบของเอ็นร้อยหวาย
  • กล้ามเนื้อน่องตึงตัว
  • มีความผิดปกติของเท้า
  • ผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง หากวิ่งจะเกิดเอ็นร้อยหวายอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเมื่อใส่ส้นสูงเอ็นร้อยไหวจะสั้นเมื่อวิ่งโดยใส่รองเท้าธรรมดาเอ็นจะถูกยืดทำให้เกิดการอักเสบ

วิธีการรักษา

          ผู้ที่มีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวาย เมื่อกดมีความรู้สึกว่าเจ็บ เส้นเอ็นบวม ต้องหยุดออกกำลังโดยทันทีและหากยังมีอาการปวดต้องปรึกษาแพทย์

  • หยุดการฝึก
  • หยุดการวิ่งขึ้นเขา
  • หยุดการวิ่งเร่งความเร็ว
  • อย่าใส่รองเท้าพื้นราบและไม่ควรเดินเท้าเปล่า
  • ช่วงที่ปวดใหม่ๆให้ประคบด้วยน้ำแข็ง 20 นาทีทุก 4 ชั่วโมง
  • รับประทานยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAID
  • ใส่รองเท้าที่หนุนส้นให้สูงขึ้นซึ่งจะลดแรงกดดันที่เอ็นร้อยหวาย
  • ใช้ผ้าพัน
  • ให้ยกเท้าสูง
  • ช่วงที่หยุดการออกกำลังกายอาจจะแนะนำให้ว่ายน้ำเพื่อเพิ่มกำลัง
  • ฝึกการยืดกล้ามเนื้อ
  • ปรึกษาแพทย์

การป้องกัน

  • ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ไม่ใส่ส้นสูง
  • สำหรับผู้ที่จะออกกำลังกายให้มีการอบอุ่นร่างกายและการยืดเส้นก่อนเสมอ

วิธีแก้อาการปวดหัวไมเกรน ปวดมาก ปวดน้อยก็ใช้ได้ทั้งนั้น

          หากอยู่ดีๆเกิดมีอาการปวดหัวแบบตึ๊บๆ แบบจี๊ดๆที่หัวข้างใดข้างหนึ่ง หรือบางทีก็ปวดมันทั้ง 2 ข้างเลย ทั้งๆที่ไม่เคยปวดมาก่อน สันนิษฐานเบื้องต้นได้เลยว่ากำลัง “ปวดหัวไมเกรน” อยู่ โดยสาเหตุของการเกิดปวดหัวไมเกรนนั้นไม่แน่ชัด เกิดได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆก็คือ มักจะปวดหัวเพราะมีสิ่งเร้าต่างๆเข้ามากระตุ้น โดยสิ่งเร้าที่ว่าอาจเกิดได้จาก

  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • เจอแดดจัดๆ อากาศหนาวจัด หรืออยู่ในที่ที่มีเสียงดังนานๆ
  • ความเครียด
  • แพ้กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสี กลิ่นควันรถ กลิ่นธูป หรือกลิ่นที่เรารู้สึกว่าฉุนจมูก ได้กลิ่นแล้วปวดหัว
  • การกินอาหารที่กระตุ้นอาการปวดหัว เช่น กุนเชียง ลูกชิ้นเด้งๆ ช็อคโกแลต กล้วยหอม ชา กาแฟ เหล้าเบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ต่างๆ

          นอกจากสิ่งเร้าที่ว่ามาแล้ว อาการปวดหัวไมเกรนนั้นยังเป็นอาการที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้อีกด้วย จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นได้ด้วยเช่นกัน

ทีนี้เมื่อเกิดปวดหัวไมเกรนขึ้นมา มีวิธีแก้ไขอย่างไร ให้อาการปวดหัวนั้นหายไปอย่างรวดเร็วที่สุดด้วยวิธีการดังนี้

          นวดผ่อนคลายความตึงเครียด
การนวดเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ดีและง่ายที่สุด วิธีการนวดให้นวดบริเวณขมับ ต้นคอ และช่วงไหล่ โดยนวดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายลง เส้นเลือดก็จะคลายตึง ไม่หดเกร็ง ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนทุเลาลง และถ้าจะให้ได้ผลดีมากขึ้น อาจหาพวกน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันการบูร หรือน้ำมันลาเวนเดอร์ มาใส่ในขณะที่นวดด้วยจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้เพิ่มขึ้น

          ปวดมากก็นอนพัก
วิธีที่ดีไม่แพ้การนวดก็คือ นอนหลับไปเลย การนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งได้ผ่อนคลายลง ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบางครั้งที่เวลาที่นอนหลับจะรู้สึกหายปวดหัวไปชั่วขณะ แต่พอตื่นนอนมากลับปวดหัวไมเกรนขึ้นมาอีก ถ้าเกิดอาการอย่างนี้ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้อาจต้องใช้วิธีอื่นๆช่วยเสริมด้วย เพราะอาการเริ่มเป็นหนักแล้ว

          กินยาพาราแก้ปวดหัว
ถ้ามีอาการปวดหัวไมเกรนมากๆ ควรกินยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดอาการปวดหัวลง โดยการกินยาพาราที่ดีนั้นควรกินตั้งแต่ที่เราเริ่มรู้สึกมีอาการทันที อย่าปล่อยให้ปวดหัวนานเกิน 30 นาทีแล้วค่อยกิน เพราะมันจะช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้น้อยกว่า

          ประคบด้วยน้ำแข็ง + แช่เท้าในน้ำอุ่น
หาถุงใส่น้ำแข็งมาประคบที่หัวตรงแถวๆที่ปวด และให้แช่เท้าในน้ำอุ่นไปพร้อมกันด้วย โดยแช่นานประมาณ 20 นาที ทำ 2 วิธีนี้คู่กันไป อาการปวดหัวจะลดน้อยลงหรืออาจหายไปเลย

          จิบน้ำขิงแก้ไมเกรน
การดื่มน้ำขิงร้อนๆสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี โดยน้ำขิงที่ดื่มจะเป็นน้ำขิงที่ต้มเองแบบสดๆ หรือจะเป็นน้ำขิงแบบสำเร็จรูปที่เป็นซองๆก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่าสารที่อยู่ในน้ำขิงสามารถช่วยแก้ปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี ดื่มน้ำขิงร้อนๆอร่อย และสามารถช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดไปในตัวได้อีกด้วย